ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล

ศึก “แดงเดือด” ที่สนามแอนฟิลด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จบลงด้วยชัยชนะของ ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์ 20 และทำให้ตอนนี้ “เดอะ เร้ดส์” ทำแต้มฉีกหนี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปไกลถึง 16 คะแนน แถมทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 30 แต้มเลยทีเดียว

ฟอร์มการเล่นของ “หงส์แดง” ในแมตช์นี้ต้องบอกว่าเด็ดดวงเหลือเกินเมื่อพวกเขาพยายามไล่บดขยี้ “ผีแดง” และมาได้ประตูจาก เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก่อนจะตบท้ายด้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งประตูของ “บังโม” ถือเป็นการปลดล็อกเขาหลังจากไม่เคยยิงประตู แมนฯ ยูไนเต็ด  ในเกมลีกได้เลยนับตั้งแต่เล่นลิเวอร์พูล

ตอนนี้ทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ เหลือการแข่งขันในลีกอีก 16 แมตช์ และด้วยคะแนนที่นำห่างขนาดนี้ แน่นอนว่าสาวก “เดอะ ค็อป” เริ่มฝันถึงการคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมานานร่วม 3 ทศวรรษ

1. ฟาน ไดค์ แกร่งทั้งรุก และรับ  เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นกองหลังที่แข็งแกร่ง และคู่ควรกับคำว่า เซนเตอร์แบ็กที่เก่งที่สุดในโลกยุคนี้ โดยในเกม “แดงเดือด” ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำคำพูดดังกล่าวได้อย่างเด่นชัด เมื่อเจ้าตัวระเบิดฟอร์มสุดยอดคุ้มค่ากับค่าตัว 75 ล้านปอนด์อย่างแท้จริง

ปราการหลังเลือดดัตช์ สามารถจัดการกับเกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อยู่หมัด โดยทั้ง อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล และ แดเนี่ยล เจมส์ ไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับเจ้าตัวได้เลย ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือการที่นักเตะมักจะขึ้นไปเติมเกมบุกทุกครั้งที่ทีมได้ลูกตั้งเตะ

 จังหวะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โชว์ความแม่นยำในการเปิดลูกเตะมุม โดย ฟาน ไดค์ ถูกตามประกบจาก เฟร็ด และ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แต่ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ สามารถวิ่งแหวกทั้งสองคนขึ้นไปโหม่ง ขณะที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำอะไรไม่ถนัดเนื่องจากโดน โจ โกเมซ บล็อกเอาไว้

ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คือการที่ ฟาน ไดค์  เล่นร่วมกับ โกเมซ ในแผงแบ็กโฟร์ ช่วยทำให้ “เดอะ เร้ดส์” ไม่เสียประตูในเกมลีกเป็นนัดที่ 7 ติดต่อกันแล้ว  งานนี้น่าจะเป็นการส่งสัญญาณไปยัง เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมว่าตอนนี้เขามีคู่หูเซนเตอร์แบ็กที่ลงตัวจริงๆ

2. ซาลาห์ ปลดล็อก “แดงเดือด”  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สามารถยิงประตูทีมไหนก็ได้ยกเว้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเขายังไม่มีโอกาสได้ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย “ปีศาจแดง” เลยนับตั้งแต่ที่เล่นให้ “เดอะ เร้ดส์” ซึ่งเกมนี้ “บังโม” มีโอกาสหยุดสถิติดังกล่าว หลายครั้ง แต่เจ้าตัวดันขาดความเฉียบคม

งานนี้ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช คิดถูกเพราะในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย ซาลาห์ ได้บอลเปิดยาวมาจาก อลีสซง เบ็คเกอร์ ก่อนจะวิ่งเต็มสปรีดฉีกหนี แดเนี่ยล เจมส์ และเข้าไปตะบันประตูลอดหว่างขา ดาบิด เด เคอา ทำให้ “หงส์แดง” ขึ้นนำ 20 ได้อย่างสุดยอด

สำหรับตอนนี้ ซาลาห์ ซัดไปแล้ว 11 ประตูในเกมลีกฤดูกาลนี้ โดยเท่ากับ มาเน่ ในฐานะดาวซัลโวร่วมของทัพ “หงส์แดง” และงานนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า สตาร์ลูกหนังทีมชาติอียิปต์ จะระเบิดฟอร์มตะบันตาข่ายคู่แข่งอย่างต่อเนื่องในเกมต่อๆ ไป หลังนักเตะเริ่มมีความมั่นใจเป็นทวีคูณ

ลิเวอร์

3. เฟร็ด ฟอร์มเด่นจริง  หลายคนอาจจะปรามาสว่า เฟร็ด เป็นบราซิลเซิ่นเจิ้น ในช่วงที่ผ่านมา แต่ ดาวเตะเลือดแซมบ้า พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวหลักของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในยามที่ทีมขาดกองกลางชั้นดีอย่าง ปอล ป็อกบา และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

ในแมตช์นี้ เฟร็ด พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีค่าคู่ควรที่จะได้เป็นตัวจริง โดยเจ้าตัวเล่นด้วยการมุ่งมั่น ขยันไล่บี้แดนกลางลิเวอร์พูล และพยายามที่จะหาโอกาสในการยิงไกลในบางจังหวะ ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นฟอร์มการเล่นที่สาวก “ผีแดง” รู้สึกประทับใจพอสมควร

อย่างไรก็ตาม การที่คู่หูแดนกลางของ เฟร็ด ดันเป็น อันเดรียส เปเรยร่า ซึ่งเล่นได้ย่ำแย่สุดๆ ที่แทบไม่มีส่วนร่วมอะไรกับทีมมากนัก ทำให้การประสานงานในแดนกลางของพวกเขาไม่สามารถสู้กับ จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เต็มไปด้วยพละกำลังได้

กระนั้นหากมองในแง่บวกอย่างน้อยๆ เฟร็ด ก็ค่อยๆ พัฒนาฟอร์มขึ้นมาเรื่อยๆ และน่าจะเป็นตัวหลักของทัพ “ปีศาจแดง” ในอนาคต

4. อลีสซง หล่อดับเบิ้ลหล่อ  หลายคนต่างรู้กิตติศักดิ์ของ อลิสซง เบ็คเกอร์ ว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ใช้เท้าได้ดีพอๆ กับมือ และแน่นอนว่าในเรื่องของการป้องกันประตู เจ้าตัวได้รับการการันตีจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซหลายๆ เกม ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้รับรางวัลส่วนตัวเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะรางวัล “ยาชิน โทรฟี่” ประจำปี 2019 เป็นต้น

สำหรับแมตช์นี้ต้องยอมรับว่า ฟาน ไดค์ กับ โกเมซ ทำผลงานได้อย่างสุดยอดส่งผลให้ อลีสซง แทบจะไม่ได้ออกแรงป้องกันประตูมากนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวก็ช่วยทีมเซฟสวยๆ ในบางจังหวะยกตัวอย่างลูกยิงไกลของ อันเดรียส เปเรยร่า ในช่วงท้ายครึ่งแรก และ เฟร็ด ช่วงครึ่งหลัง

แน่นอนว่าการที่ ลิเวอร์พูล มี อลีสซง ยืนเฝ้าเสาประตูทำให้พวกเขารู้สึกอุ่นใจ เพราะอย่างน้อยๆ ทีมมั่นใจได้ว่าโอกาสที่จะเสียประตูในจังหวะที่ไม่น่าเสียมีเปอร์เซนต์น้อย แถมเจ้าตัวยังมีทีเด็ดในเรื่องการใช้เท้าด้วย โดยเฉพาะในการเปิดบอลให้เพื่อนร่วมทีม

ส่วนทีเด็ดอีกอย่างของ อลีสซง ก็คือการเปิดบอลที่แม่นยำ เกมนี้เขาแสดงให้เห็นถึงทักษะในเรื่องนี้ ด้วยการเตะบอลยาวให้กับ “บังโม” ควบไปกดประตูตอกฝาโลงในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย แถมยังได้ใจสาวก “เดอะ ค็อป” ด้วยการวิ่งจากฝั่งประตูตัวเองไปฉลองประตูกับ ซาลาห์ ถึงมุมธงฝั่ง “ผีแดง”

ตอนนี้ นายทวารทีมชาติบราซิล กลายเป็นผู้รักษาประตูคนแรกของลิเวอร์พูล ที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จนับตั้งแต่ที่ เปเป้ เรน่า อดีตโกลชาวสแปนนิช ของ “เดอะ เร้ดส์” เคยทำได้ในเกมปะทะกับ “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ เมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา

5. ลิเวอร์พูล นำห่างไกลสุดกู่  ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตหรือเปล่า เพราะก่อนเกม “แดงเดือด” จะเปิดฉากปะทะแข้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดันสะดุดอย่างน่าเหลือเชื่อ ในรายของ “เรือใบสีฟ้า” ดันพลาดท่าถูก คริสตัล พาเลซ ตีเสมอ 22 ในช่วงนาทีสุดท้าย ขณะที่ “เดอะ ฟ็อกซ์” อาการหนักกว่าแพ้ เบิร์นลี่ย์ 12 หน้าตาเฉย

ฉะนั้นแมตช์นี้ คล็อปป์ คงสั่งให้ลูกทีมเน้นเต็มที่ เพราะการเก็บ 3 คะแนนได้ นั่นหมายความว่าการฉีกหนีคู่แข่งแย่งแชมป์ลีกไปไกลถึง 16 และ 19 คะแนนตามลำดับ พร้อมทั้งแข่งน้อยกว่า 1 นัด โดยผลการแข่งขันเป็นไปตามที่นายใหญ่ชาวเยอรมันต้องการ และนั่นทำให้เส้นทางในการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในรอบ 30 ปีค่อนข้างสดใสเหลือเกิน

แน่นอนว่าการเห็น ลิเวอร์พูล คู่อริร่วมชาติกำลังจะก้าวไปสู่บัลลังก์แชมป์ลีกที่พวกเขาเคยครอบครองมากว่าช่วง 2 ทศวรรษเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดจริงๆ แต่ที่ยิ่งย่ำแย่จนสาวก “เร้ด อาร์มี่” รับไม่ได้ก็คือการเห็น แมนฯ ยูไนเต็ด มีแต้มตามหลัง “หงส์แดง” ถึง 30 คะแนน !

ทั้งนี้สิ่งที่จะยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับเหล่าแฟนบอล “ผีแดง” ทั่วโลก ก็คือการเห็น ลิเวอร์พูล เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก แบบไร้พ่าย พร้อมกับการทำแต้มสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์วงการลูกหนังเมืองผู้ดี ฉะนั้นในช่วง 16 แมตช์ที่เหลืออยู่ แมนฯ ยูฯ  คงหวังเห็น “เดอะ เร้ดส์” สะดุดซักเกมสองเกม อย่างๆ น้อยก็เพื่อความสงบสุขในหัวใจของสาวก “เร้ด อาร์มี่”